แผนกวิชาทหารทั่วไป

                     แบบทดสอบท้ายชั่วโมง สงครามนิวเคลียร์  ชีวะ  เคมี

                             นศท. ชั้นปีที่ ๔ หญิง จำนวน ๒๐ ข้อ

   
๑. การป้องกัน  นชค. เป็นการปฏิบัติที่มุ่งประสงค์สิ่งใด ?      
  ก. เพื่อให้กำลังพลอยู่รอด และได้รับอันตรายน้อย ค. เพื่อให้กำลังพล และหน่วยอยู่รอด 
          หรือได้รับอันตรายน้อยที่สุด  
  ข. เพื่อให้หน่วยอยู่รอด และได้รับอันตรายน้อย   ง. เพื่อให้พ้นจากการโจมตีด้วยอาวุธ นชค.
๒. ข้อใดเป็นหลักพื้นฐานของการป้องกัน นชค. ?        
  ก. หลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ , ป้องกัน และ   ค. หลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ , ป้องกัน และ
    การทำลายล้างพิษ     การทำลายอาวุธ นชค.  
  ข. หลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ นชค. , ป้องกัน และ   ง. หลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ , หลีกเลี่ยงการใช้
    การทำลายอาวุธ นชค.     อาวุธ นชค.  
๓. จากหลักพื้นฐานของการป้องกัน นชค. ข้อใดเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ?  
  ก. การทำลายล้างพิษ   ค. การป้องกัน  
             
  ข. การหลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๔. การป้องกัน นชค. แบ่งเป็น ๒ ระดับ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ?    
  ก. ระดับอำเภอ , ระดับจังหวัด   ค. การป้องกันเป็นบุคคล , ระดับจังหวัด
             
  ข. การป้องกันเป็นบุคคล , การป้องกันเป็นส่วนรวม ง. การป้องกันเป็นส่วนรวม , ระดับอำเภอ 
๕. ในการป้องกัน นชค. เป็นบุคคล ข้อใดกล่าวถูก ?        
  ก. หน้ากากป้องกันเคมี - ชีวะ ไม่สามารถใช้   ค. หน้ากากป้องกันเคมี - ชีวะ ไม่สามารถใช้
    ป้องกันระบบทางเดินอาหารจากสารเคมี      ป้องกันระบบทางเดินลมหายใจ  
  ข. หน้ากากป้องกันเคมี - ชีวะ ไม่สามารถใช้   ง. หน้ากากป้องกันเคมี - ชีวะ สามารถใช้
    ป้องกันฝุ่นกัมมันตรังสีในอากาศ     ป้องกันระบบทางเดินอาหารจากสารเคมี 
             
             
             
๖. ข้อใดกล่าวถูกต้องเรื่องของเครื่องประกอบ " เครื่องแต่งกายป้องกัน " ?  
  ก. เสื้อ - กางเกงป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,   ค. เสื้อ - กางเกงป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,
    ถุงมือป้องกัน , รองเท้าป้องกัน     ถุงเท้าป้องกัน , รองเท้าป้องกัน  
  ข. เสื้อ - กางเกงในป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,   ง. เสื้อ - กางเกงในป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,
    ถุงมือป้องกัน , รองเท้าป้องกัน     ถุงเท้าป้องกัน , รองเท้าป้องกัน  
๗. การทำลายล้างพิษระดับบุคคลมี  ๒ ประการ ข้อใดกล่าวถูก ?    
  ก. การทำลายล้างพิษปกติ , การทำลายล้างพิษ   ค. การทำลายล้างพิษฉุกเฉิน ,   
    บางส่วน     การทำลายล้างพิษบางส่วน  
  ข. การทำลายล้างพิษปกติ , การทำลายล้างพิษ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง  
    ฉุกเฉิน        
๘. ในกรณีที่เปื้อนพิษสารเคมีเหลว ในการทำลายล้างพิษต้องปฏิบัติอย่างไร ?  
  ก. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า ๕ นาที   ค. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า ๓ นาที
             
  ข. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า ๔ นาที   ง. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า ๒ นาที
๙. ยาทำลายล้างพิษบุคคล เป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ป้องกันตน จะใช้เมื่อไร ?  
  ก. ใช้เมื่อผิวหนังเปื้อนพิษประเภทฝุ่นกัมมันตรังสี ค. ใช้เมื่อผิวหนังเปื้อนพิษสารชีวะ  
             
  ข. ใช้เมื่อผิวหนังเปื้อนพิษสารเคมีที่เป็นของเหลว ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๑๐. ในขณะทำลายล้างพิษบางส่วน มีข้อปฏิบัติย่างไร ?      
  ก. ต้องสวมหน้ากากป้องกัน และ เครื่องแต่งกาย   ค. ไม่สวมหน้ากากป้องกัน แต่ต้อง  
    ป้องกัน     สวมเครื่องแต่งกายป้องกัน  
  ข. ต้องสวมหน้ากากป้องกัน และ เครื่องแต่งกาย   ง. ไม่สวมหน้ากากป้องกัน  และ เครื่องแต่งกาย
    ปกติธรรมดา     ปกติธรรมดา  
             
             
             
๑๑. การเจ็บป่วยจากการเปื้อนพิษ ถ้าสารเคมีเป็นประเภทสารประสาท ในการปฐมพยาบาลตนเอง  
  ข่อใดกล่าวถูก ?        
  ก. ฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง ๒ หลอด ภายใน   ค. ห้ามฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง  
    เวลาไม่เกิน ๑ นาที     เกินกว่า ๔ หลอด  
  ข. ฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง ๒ หลอด ภายใน   ง. ห้ามฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง  
    เวลาไม่เกิน ๒ นาที     เกินกว่า ๓ หลอด  
๑๒. ในการปฐมพยาบาลผู้อื่น ถ้าเพื่อนทหารป่วยจากการถูกสารประสาทจนมีอาการหนัก ข้อใดกล่าวถูก ?
  ก. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่ ๓ หลอด ภายใน ค. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่ ๓ หลอด 
    เวลาไม่เกิน ๒ นาที     ภายในเวลาไม่เกิน ๕ นาที  
  ข. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่ ๓ หลอด ภายใน ง. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่ ๓ หลอด 
    เวลาไม่เกิน ๔ นาที     ภายในเวลาไม่เกิน ๓ นาที  
๑๓. การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับสารออกฤทธิ์ทางจิต ควรปฎิบัติอย่างไร ?  
  ก. ปล่อยให้อยู่ตามลำพังเพราะผู้ป่วยอาจคุ้มคลั่ง ค. อย่าพยายามถอดเสื้อผ้าผู้ป่วย  
             
  ข. ถ้าผู้ป่วยหมดสติให้จับนอนคว่ำ หันศรีษะ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
    ตะแคงข้าง        
๑๔. การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับสารพุพอง ควรปฎิบัติอย่างไร ?    
  ก. สวมหน้ากากป้องกันทันทีถ้ายังไม่ได้สวม   ค. ถ้าเกิดแผลที่ผิวหนัง ใช้ผ้าพันแผลสะอาด
          ปิดทับบาดแผล ระวังอย่าให้ตุ่มพุพองแตก
  ข. ทำลายล้างพิษด้วยชุดทำลายล้างพิษบุคคลที่จ่ายให้ ง. ทั้งข้อ ก , ข้อ ข และ ข้อ ค  กล่าวถูกต้อง
๑๕. การปฏิบัติถ้าได้รับสารน้ำตาไหล ควรปฏิบัติอย่างไร ?      
  ก. หาผ้าสะอาดเช็ดนัยน์ตา   ค. อย่าขยี้ตา ใช้น้ำสะอาดล้างหลาย ๆ ครั้ง
             
  ข. ถ้าระคายเคืองนัยน์ตาต้องขยี้ตาให้หาย   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
             
             
๑๖. การใช้หน้ากากป้องกัน นชค. มีอัตราส่วนเป็นเท่าใดของร่างกาย ?  
  ก.   ๕ เปอร์เซ็นต์   ค.   ๗ เปอร์เซ็นต์  
             
  ข.   ๖ เปอร์เซ็นต์   ง.   ๑๐ เปอร์เซ็นต์  
๑๗. การใช้เครื่องแต่งกายป้องกัน นชค. มีอัตราส่วนเป็นเท่าใดของร่างกาย ?  
  ก.   ๙๕ เปอร์เซ็นต์   ค.   ๙๗ เปอร์เซ็นต์  
             
  ข.   ๙๖ เปอร์เซ็นต์   ง.   ๙๐ เปอร์เซ็นต์  
๑๘. การใช้ยุทธภัณฑ์ป้องกันประจำหน่วย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่หน่วยกำหนด เป็นการป้องกัน
  ประเภทใด ?        
  ก. การป้องกันเฉพาะบุคคล   ค. การป้องกันเป็นส่วนรวม  
             
  ข. การป้องกันตามปกติ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๑๙. ข้อใดกล่าวถึงการป้องกันสารชีวะ ก่อนการโจมตีได้ถูกต้อง ?    
  ก. รักษาสุขวิทยาส่วนบุคคล   ค. สร้างภูมิป้องกันโรค  
             
  ข. กำจัดแหล่งสะสมเชื้อโรคและสัตว์พาหะ   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข้อ ข และ ข้อ ค  
๒๐. สารชีวะเข้าสู่ร่างกายได้ทางใดบ้าง ?        
  ก. ทางเดินอาหาร   ค. ทางผิวหนัง  
             
  ข. ทางเดินหายใจ   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข้อ ข และ ข้อ ค  
             

 

                      แบบทดสอบท้ายชั่วโมงวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน    จำนวน ๑๐ ข้อ
   
๑. สถานการณ์ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน   มีสาเหตุมาจากปัญหาใด ?  
  ก. ปัญหาที่มีระดับความรุนแรงสูง   ค. ปัญหาที่มีระดับความรุนแรงต่ำ  
             
  ข. ปัญหาที่มีระดับความรุนแรงปานกลาง   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๒. " ความสามัคคี "   เกิดขึ้นได้อย่างไร ?        
  ก. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น   ค. เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนส่วนตัว
             
  ข. ร่วมมือกันทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์   ง. ทั้งข้อ ก , ข   และข้อ ค กล่าวถูกต้อง
๓. ข้อใดกล่าวถึงที่มาของความสามัคคี   ได้ถูกต้อง ?        
  ก. กลุ่มบุคคล , ระบบ , ความหวังร่วมกันที่จะ   ค. ตัวบุคคล ,   ระบบ , สิ้นหวังร่วมกันที่จะ
    นำสังคมไปสู่อนาคต     นำสังคมไปสู่อนาคต  
  ข. ตัวบุคคล , ระบบ , ความหวังร่วมกันที่จะ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
    นำสังคมไปสู่อนาคต        
๔. ข้อใดไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างความสามัคคี   ?        
  ก. การเจรจาหาข้อยุติ   ค. การใช้ความรุนแรง  
             
  ข. การจัดลำดับความสำคัญระหว่างส่วนรวม   ง. ความไม่เป็นธรรม  
    กับส่วนตัวคลาดเคลื่อน        
๕. การใช้สันติวิธีเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม   คือข้อใด ?      
  ก. เปิดการโต้วาทีในที่สาธารณะ   ค. การเจรจาหาข้อยุติ  
             
  ข. นำกลุ่มผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
             
             
             
๖. ข้อใดไม่ใช่ความขัดแย้งมีอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ   ?  
  ก. ความขัดแย้งด้านการเศรษฐกิจ   ค. ความขัดแย้งด้านการทหาร  
             
  ข. ความขัดแย้งเมื่อชอบของสิ่งเดียวกัน   ง. ความขัดแย้งด้านการเมือง  
๗. ข้อใดเป๋นความหมายของคำว่า   " สันติวิธี " ?        
  ก. คนใดคนหนึ่งต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา ค. การพูดถึงวิธีการที่จะจัดการกับ  
          ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  
  ข. กลุ่มบุคคล หรือมวลชนต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่   ง. ข้อ ข. และ ข้อ ค. กล่าวถูกต้อง  
    ตนปรารถนาบางอย่าง        
๘. การยุติความขัดแย้งด้วยการเจรจา   ประการแรกที่คู่เจรจาทั้งสองฝ่ายควรจะนำมาพูดคุยกัน  
  เป็นอันดับแรกคืออะไร ?        
  ก. นำปัญหาข้อขัดข้อง หรือแนวความคิดของ   ค. ควรจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ไม่จำกัด  
    แต่ละฝ่ายมานำเสนอแก่กัน        
  ข. ควรจะนำปัญหาข้อขัดข้อง และ   ง. นำความต้องการของแต่ละฝ่ายมานำเสนอ
    ความต้องการมานำเสนอคราวเดียวหัน     ให้รับทราบร่วมกัน  
๙. ข้อใดเป็นความขัดแย้งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ   ?    
  ก. ความขัดแย้งด้านการเศรษฐกิจ   ค. ความขัดแย้งด้านการทหาร  
             
  ข. ความขัดแย้งด้านการเมือง   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข และ ข้อ ค.  
๑๐. การได้รับความไม่เป็นธรรมในสังคมอาจทำให้เกิดสิ่งใด   ?      
  ก. การต่อต้านด้วยวิธีการต่าง ๆ   ค. การแตกความสามัคคี  
             
  ข. การตอบโต้ และการใช้ความรุนแรง   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข และ ข้อ ค.  
             

       

                              แบบทดสอบท้ายชั่วโมงวิชา สงครามนิวเคลียร์    ชีวะ  เคมี

                                         นศท. ชั้นปีที่ ๔ หญิง   จำนวน ๒๐ ข้อ

   
๑. การป้องกัน  นชค. เป็นการปฏิบัติที่มุ่งประสงค์สิ่งใด ?      
  ก. เพื่อให้กำลังพลอยู่รอด   และได้รับอันตรายน้อย ค. เพื่อให้กำลังพล   และหน่วยอยู่รอด 
          หรือได้รับอันตรายน้อยที่สุด  
  ข. เพื่อให้หน่วยอยู่รอด และได้รับอันตรายน้อย   ง. เพื่อให้พ้นจากการโจมตีด้วยอาวุธ   นชค.
๒. ข้อใดเป็นหลักพื้นฐานของการป้องกัน   นชค. ?        
  ก. หลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ , ป้องกัน และ   ค. หลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ   , ป้องกัน และ
    การทำลายล้างพิษ     การทำลายอาวุธ นชค.  
  ข. หลีกเลี่ยงการใช้อาวุธ นชค. , ป้องกัน และ   ง. หลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ   , หลีกเลี่ยงการใช้
    การทำลายอาวุธ นชค.     อาวุธ นชค.  
๓. จากหลักพื้นฐานของการป้องกัน   นชค. ข้อใดเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ?  
  ก. การทำลายล้างพิษ   ค. การป้องกัน  
             
  ข. การหลีกเลี่ยงการเปื้อนพิษ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๔. การป้องกัน นชค. แบ่งเป็น   ๒ ระดับ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ?    
  ก. ระดับอำเภอ , ระดับจังหวัด   ค. การป้องกันเป็นบุคคล   , ระดับจังหวัด
             
  ข. การป้องกันเป็นบุคคล   , การป้องกันเป็นส่วนรวม ง. การป้องกันเป็นส่วนรวม   , ระดับอำเภอ 
๕. ในการป้องกัน นชค.   เป็นบุคคล ข้อใดกล่าวถูก ?        
  ก. หน้ากากป้องกันเคมี - ชีวะ ไม่สามารถใช้   ค. หน้ากากป้องกันเคมี   - ชีวะ ไม่สามารถใช้
    ป้องกันระบบทางเดินอาหารจากสารเคมี      ป้องกันระบบทางเดินลมหายใจ  
  ข. หน้ากากป้องกันเคมี - ชีวะ ไม่สามารถใช้   ง. หน้ากากป้องกันเคมี   - ชีวะ สามารถใช้
    ป้องกันฝุ่นกัมมันตรังสีในอากาศ     ป้องกันระบบทางเดินอาหารจากสารเคมี 
             
             
             
๖. ข้อใดกล่าวถูกต้องเรื่องของเครื่องประกอบ   " เครื่องแต่งกายป้องกัน " ?  
  ก. เสื้อ - กางเกงป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,   ค. เสื้อ -   กางเกงป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,
    ถุงมือป้องกัน , รองเท้าป้องกัน     ถุงเท้าป้องกัน , รองเท้าป้องกัน  
  ข. เสื้อ - กางเกงในป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,   ง. เสื้อ -   กางเกงในป้องกัน , ผ้าคลุมศรีษะ ,
    ถุงมือป้องกัน , รองเท้าป้องกัน     ถุงเท้าป้องกัน , รองเท้าป้องกัน  
๗. การทำลายล้างพิษระดับบุคคลมี  ๒ ประการ ข้อใดกล่าวถูก ?    
  ก. การทำลายล้างพิษปกติ , การทำลายล้างพิษ   ค. การทำลายล้างพิษฉุกเฉิน ,   
    บางส่วน     การทำลายล้างพิษบางส่วน  
  ข. การทำลายล้างพิษปกติ , การทำลายล้างพิษ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง  
    ฉุกเฉิน        
๘. ในกรณีที่เปื้อนพิษสารเคมีเหลว   ในการทำลายล้างพิษต้องปฏิบัติอย่างไร ?  
  ก. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า ๕ นาที   ค. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า   ๓ นาที
             
  ข. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า ๔ นาที   ง. เริ่มทำลายล้างพิษไม่ช้ากว่า   ๒ นาที
๙. ยาทำลายล้างพิษบุคคล   เป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ป้องกันตน จะใช้เมื่อไร ?  
  ก. ใช้เมื่อผิวหนังเปื้อนพิษประเภทฝุ่นกัมมันตรังสี ค. ใช้เมื่อผิวหนังเปื้อนพิษสารชีวะ  
             
  ข. ใช้เมื่อผิวหนังเปื้อนพิษสารเคมีที่เป็นของเหลว ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๑๐. ในขณะทำลายล้างพิษบางส่วน   มีข้อปฏิบัติย่างไร ?      
  ก. ต้องสวมหน้ากากป้องกัน และ เครื่องแต่งกาย   ค. ไม่สวมหน้ากากป้องกัน แต่ต้อง  
    ป้องกัน     สวมเครื่องแต่งกายป้องกัน  
  ข. ต้องสวมหน้ากากป้องกัน และ เครื่องแต่งกาย   ง. ไม่สวมหน้ากากป้องกัน  และ เครื่องแต่งกาย
    ปกติธรรมดา     ปกติธรรมดา  
             
             
             
๑๑. การเจ็บป่วยจากการเปื้อนพิษ   ถ้าสารเคมีเป็นประเภทสารประสาท ในการปฐมพยาบาลตนเอง  
  ข่อใดกล่าวถูก ?        
  ก. ฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง ๒ หลอด ภายใน   ค. ห้ามฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง  
    เวลาไม่เกิน ๑ นาที     เกินกว่า ๔ หลอด  
  ข. ฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง ๒ หลอด ภายใน   ง. ห้ามฉีดยาอโทรปีนให้ตนเอง  
    เวลาไม่เกิน ๒ นาที     เกินกว่า ๓ หลอด  
๑๒. ในการปฐมพยาบาลผู้อื่น   ถ้าเพื่อนทหารป่วยจากการถูกสารประสาทจนมีอาการหนัก ข้อใดกล่าวถูก ?
  ก. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่   ๓ หลอด ภายใน ค. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่   ๓ หลอด 
    เวลาไม่เกิน ๒ นาที     ภายในเวลาไม่เกิน ๕ นาที  
  ข. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่   ๓ หลอด ภายใน ง. ฉีดยาอโทรปีนติดต่อกันทันที่   ๓ หลอด 
    เวลาไม่เกิน ๔ นาที     ภายในเวลาไม่เกิน ๓ นาที  
๑๓. การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับสารออกฤทธิ์ทางจิต   ควรปฎิบัติอย่างไร ?  
  ก. ปล่อยให้อยู่ตามลำพังเพราะผู้ป่วยอาจคุ้มคลั่ง ค. อย่าพยายามถอดเสื้อผ้าผู้ป่วย  
             
  ข. ถ้าผู้ป่วยหมดสติให้จับนอนคว่ำ หันศรีษะ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
    ตะแคงข้าง        
๑๔. การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับสารพุพอง   ควรปฎิบัติอย่างไร ?    
  ก. สวมหน้ากากป้องกันทันทีถ้ายังไม่ได้สวม   ค. ถ้าเกิดแผลที่ผิวหนัง   ใช้ผ้าพันแผลสะอาด
          ปิดทับบาดแผล   ระวังอย่าให้ตุ่มพุพองแตก
  ข. ทำลายล้างพิษด้วยชุดทำลายล้างพิษบุคคลที่จ่ายให้ ง. ทั้งข้อ ก ,   ข้อ ข และ ข้อ ค  กล่าวถูกต้อง
๑๕. การปฏิบัติถ้าได้รับสารน้ำตาไหล   ควรปฏิบัติอย่างไร ?      
  ก. หาผ้าสะอาดเช็ดนัยน์ตา   ค. อย่าขยี้ตา   ใช้น้ำสะอาดล้างหลาย ๆ ครั้ง
             
  ข. ถ้าระคายเคืองนัยน์ตาต้องขยี้ตาให้หาย   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
             
             
๑๖. การใช้หน้ากากป้องกัน นชค.   มีอัตราส่วนเป็นเท่าใดของร่างกาย ?  
  ก.   ๕   เปอร์เซ็นต์   ค.   ๗   เปอร์เซ็นต์  
             
  ข.   ๖   เปอร์เซ็นต์   ง.   ๑๐   เปอร์เซ็นต์  
๑๗. การใช้เครื่องแต่งกายป้องกัน   นชค. มีอัตราส่วนเป็นเท่าใดของร่างกาย ?  
  ก.   ๙๕   เปอร์เซ็นต์   ค.   ๙๗   เปอร์เซ็นต์  
             
  ข.   ๙๖   เปอร์เซ็นต์   ง.   ๙๐   เปอร์เซ็นต์  
๑๘. การใช้ยุทธภัณฑ์ป้องกันประจำหน่วย   และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่หน่วยกำหนด เป็นการป้องกัน
  ประเภทใด ?        
  ก. การป้องกันเฉพาะบุคคล   ค. การป้องกันเป็นส่วนรวม  
             
  ข. การป้องกันตามปกติ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๑๙. ข้อใดกล่าวถึงการป้องกันสารชีวะ   ก่อนการโจมตีได้ถูกต้อง ?    
  ก. รักษาสุขวิทยาส่วนบุคคล   ค. สร้างภูมิป้องกันโรค  
             
  ข. กำจัดแหล่งสะสมเชื้อโรคและสัตว์พาหะ   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข้อ ข และ ข้อ ค  
๒๐. สารชีวะเข้าสู่ร่างกายได้ทางใดบ้าง   ?        
  ก. ทางเดินอาหาร   ค. ทางผิวหนัง  
             
  ข. ทางเดินหายใจ   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข้อ ข และ ข้อ ค  
             

                                                แบบทดสอบ วิชา สงครามนิวเคลียร์    ชีวะ  เคมี

                                                  นศท. ชั้นปีที่ ๕ หญิง   จำนวน ๒๐ ข้อ

   
๑. ข้อใดไม่ใช่มาตรการของ   " ระบบการป้องกัน นชค. " ?      
  ก. การป้องกันทางกายภาพ   ค. การป้องกันโรคติดต่อ  
             
  ข. การตรวจ และพิสูจน์ทราบ   ง. การเตือนภัย และ รายงาน  
๒. ต้องปฎิบัติอย่างไรเมื่อเผชิญภัยคุกคาม   นชค. ?        
  ก. แจ้งเตือนหน่วยรองให้ทราบล่วงหน้า   ค. ใช้มาตรการหลีกเลี่ยงอย่างเดียวก็เพียงพอ
             
  ข. ใช้มาตรการหลีกเลี่ยง และ ป้องกัน   ง. ข้อ ก และ ข้อ ข กล่าวถูกต้อง  
             
๓. ในระบบการเตือนภัย นชค.   ประเภทสัญญาณ แบ่งเป็น ๒ ประเภท ข้อใดกล่าวถูก ?  
  ก. สัญญาณเตือนภัยทั่วไป และ สัญญาณแจ้งภัย   ค. สัญญาณแจ้งภัยเฉพาะบุคคล   และ
    เฉพาะตำบล     สัญญาณแจ้งภัยเป๋นหน่วย  
  ข. สัญญาณเตือนภัยเฉพาะหน่วย และสัญญาณ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
    แจ้งภัยเฉพาะตำบล        
๔. "   สัญญาณเตือนภัยทั่วไป " ข้อใดกล่าวถูก ?        
  ก. ใช้กับหน่วยระดับ หมวด   ค. ใช้กับหน่วยระดับกองพัน  
             
  ข. ใช้กับหน่วยขนาดใหญ่ เช่น กองพล   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๕. สัญญาณแจ้งภัยเฉพาะตำบล   จะใช้เมื่อใด ?        
  ก. ใช้เมื่อหน่วยถูกโจมตีด้วยอาวุธ นชค.   ค. ไม่สามารถทราบได้ว่าจะใช้เมื่อใด
             
  ข. ใช้เมื่อตรวจพบ หรือสงสัยว่าจะมีสารเคมี   ง. ข้อ ก และ ข้อ ข กล่าวถูกต้อง  
    สารชีวะ หรือ รังสี        
             
             
๖. "   สัญญาณแจ้งภัยเฉพาะตำบล " ข้อใดกล่าวถูก ?        
  ก. ใช้ได้ทั้งในที่ตั้งปกติ และ ในสนามรบ   ค. ใช้เฉพาะในสนามรบ  
             
  ข. ใช้ในที่ตั้งปกติอย่างเดียว   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
             
๗. ในระบบการเตือนภัย   ผู้เห็นเหตุการณ์คนแรกจะต้องปฎิบัติอย่างไร ?  
  ก. ต้องรีบส่งสัญญาณเตือนภัยทันทีที่ได้พบ   ค. ต้องป้องกันตนเองให้เรียบร้อยก่อน
          แล้วจึงรีบส่งสัญญาณทันที  
  ข. รอสัญญาณเตือนภัยจากหน่วยเหนือ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง  
    ฉุกเฉิน        
๘. วิธีส่งสัญญาณแจ้งภัยเฉพาะตำบล   ที่ได้ผลดีที่สุด คือ ?      
  ก. ใช้วิทยุสื่อสาร   ค. ใช้วิธีเป่านกหวีด  
             
  ข. ใช้สัญญาณมือ   ง. ใช้สัญญาณคำพูด  
๙. เมื่อถูกโจมตีด้วยอาวุธเคมี   หรือชีวะ การแจ้งภัยด้วยสัญญาณคำพูด ใช้คำว่าอะไร ?  
  ก. ใช้คำว่า " ระวัง "   ค. ใช้คำว่า " เตรียมตัว "  
             
  ข. ใช้คำว่า " แก๊ส "   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๑๐. ใครเป็นผู้ให้สัญญาณปลอดภัยจากอาวุธ   นชค. ?        
  ก. เริ่มจากผู้บังคับบัญชาที่มีอาวุโสสูงสุด ลงไป   ค. ผู้พบการโจมตีด้วยอาวุธ   นชค. คนแรก
    ตามลำดับ        
  ข. ใคร ๆ ก็ให้สัญญาณได้   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
             
             
             
             
๑๑. ป้ายเตือนภัย นชค.   จะใช้เมื่อใด ?        
  ก. พบยุทโธปกรณ์เปื้อนพิษ   ค. ใช้เมื่อถูกโจมตีด้วยอาวุธ นชค.  
             
  ข. พบพื้นที่เปื้อนพิษ   ง. ข้อ ก และ ข้อ ข กล่าวถูก  
             
๑๒. ป้ายเตือนภัย  นชค. มีลักษณะอย่างไร ?        
  ก. ป้ายรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มียอดเป็นมุมฉาก   ค. ป้ายรูปวงกลม มียอดเป็นมุมฉาก  
    ฐาน ๒๘ ซม. ด้านประกอบมุมฉาก ๒๐ ซม.     ฐาน ๒๘ ซม.   ด้านประกอบมุมฉาก ๒๐ ซม.
  ข. ป้ายรูปสี่เหลี่ยมหน้าจั่ว มียอดเป็นมุมฉาก   ง. ป้ายรูปดาว มียอดเป็นมุมฉาก  
    ฐาน ๒๘ ซม. ด้านประกอบมุมฉาก ๒๐ ซม.     ฐาน ๒๘ ซม.   ด้านประกอบมุมฉาก ๒๐ ซม.
๑๓. ข้อใดเป็นลักษณะของป้ายการเปื้อนพิษกัมมันตรังสี   ?      
  ก. ด้านหน้าของป้ายเป็นสีขาว ด้านหลังเป็นสีดำ   ค. ด้านหน้าและด้านหลังเป็นสีขาว  
    ด้านหน้ามีตัวหนังสือ นชค. สีดำสูง ๕ ซม.     ด้านหน้ามีตัวหนังสือ   นชค. สีดำสูง ๕ ซม.
  ข. ด้านหน้าและด้านหลังเป็นสีขาว ด้านหน้า   ง. ด้านหน้าของป้ายเป็นสีขาว   ด้านหลังเป็นสีดำ
    มีคำว่า ATOM สีดำสูง ๕ ซม.     มีคำว่า ATOM สีดำสูง ๕ ซม.  
๑๔. ข้อใดเป็นลักษณะของป้ายการเปื้อนพิษชีวะ   ?        
  ก. ด้านหน้าของป้ายเป็นสีขาว ด้านหลังเป็นสีดำ   ค. ด้านหน้าของป้ายเป็นสีขาว   ด้านหลังเป็นสีดำ
    ด้านหน้ามีคำว่า " ชีวะ " สีดำสูง ๕ ซม.     มีคำว่า BIO สีแดง สูง ๕ ซม.  
  ข. ด้านหน้าของป้ายเป็นสีขาว ด้านหลังเป็นขาว   ง. ด้านหน้าและด้านหลังเป็นสีน้ำเงิน
    ด้านหน้ามีคำว่า " ชีวะ " สีดำสูง ๕ ซม.     มีคำว่า BIO สีแดง สูง ๕ ซม.  
๑๕. ข้อใดเป็นลักษณะของป้ายการเปื้อนพิษเคมี   ?        
  ก. ด้านหน้าและด้านหลังเป็นสีแดง   ค. ด้านหน้าและด้านหลังของป้ายเป็นสีเหลือง
    มีคำว่า เคมี สีเหลือง สูง ๕ ซม.     มีคำว่า GAS สีแดง สูง ๕ ซม.  
  ข. เป็นป้ายวงกลมธรรมดา ไม่มีตัวหนังสือ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
             
             
๑๖. ข้อใดเป็นเครื่องตรวจอันตรายจากอาวุธ   นชค. ?        
  ก. รถตรวจ สารชีวะ   ค. กระดาษตรวจสารเคมี  
             
  ข. เครื่องตรวจสารเคมีแบบมือถือแสดงผล   ง. ทั้งข้อ ก ,   ข้อ ข และ ข้อ ค กล่าวถูก
    การตรวจเร็ว        
๑๗. เครื่องตรวจจับ   และเครื่องวัดต่าง ๆ สำหรับภัยจากอาวุธ นชค. ที่เป็นแบบอัตโนมัติ   จะแจ้งเตือนแบบใด ?
  ก. ผ่านทางระบบสื่อสาร   หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ค. สัญญาณเสียงไซเรน  
             
  ข. สัญญาณเสียงกริ่ง   ง. สัญญาณคำพูด  
๑๘. กรณีที่เครื่องตรวจต่าง ๆ   ของอาวุธ นชค. ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้เมื่อตรวจพบ จะปฎิบัติอย่างไร ?
  ก. โทรศัพท์แจ้งผู้ชำนาญการมาพิสูจน์ทราบ   ค. ถ้าจำเป็น   ใช้มาตรการต่อต้านทาง
          การแพทย์  
  ข. ไม่จำเป็นต้องแจ้งใคร   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๑๙. การติดตั้งป้ายการเตือนภัย   นชค. ข้อใดกล่าวถูก ?        
  ก. ติดตั้งหลาย ๆ ป้าย ไม่กำหนดระยะห่าง   ค. ติดตั้งป้ายเดียวก็น่าจะพอ  
    ระหว่างป้าย        
  ข. ติดตั้งป้ายจำนวนน้อย ระยะห่างเท่ากัน   ง. ติดแผ่นป้ายหันหน้าออกจากพื้นที่เปื้อนพิษ
๒๐. ระยะเคียงของแผ่นป้ายเตือนภัย   นชค. ขึ้นอยู่กับอะไร ?      
  ก. ลักษณะภูมิประเทศ   ค. ขึ้นอยู่กับว่าจะมีที่ติดตั้งหรือไม่  
             
  ข. จำนวนแผ่นป้าย   ง. เจ้าหน้าที่ที่จะติดตั้งแผ่นป้าย  
             

 

                                                          แบบทดสอบท้ายชั่วโมง วิชาการปฐมพยาบาล  

                                                        สำหรับทบทวนและทดสอบความรู้ นศท. ชั้นปีที่ ๒

    จัดทำโดย กองพยาบาล  
1.    ข้อใดไม่ใช่หลักการปฐมพยาบาลทั่วไป          
  ก.  เปิดทางดินหายใจให้โล่ง ค. ป้องกันภาวะช็อค      
  ข.  แต่งบาดแผลให้เรียบร้อย ง. สอบถามชื่อ ที่อยู่ญาติคนป่วยเจ็บ      
2. กรณีการดูแลผู้ป่วยชัก    ข้อใดไม่ควรปฏิบัติ          
  ก. ให้นอนพักในพื้นที่ราบ ค.  หนุนศีรษะและคอ      
  ข. ดูแลระบบทางเดินหายใจ ง. สามารถให้ผู้ป่วยดื่มน้ำได้ทันที่       
3. หลักการทำแผล    ข้อใดไม่ถูกต้อง          
  ก.  ตัดเสื้อผ้าบริเวณที่มีบาดแผล ค. อย่าสัมผัสด้านในของแผล       
    เพื่อประเมินสภาพแผล   เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและให้แผลสะอาด      
  ข. ถ้าอยู่ในสถานการณ์สารเคมีปนเปื้อน ง. บาดแผลจากอาวุธ   อาจมีแผลเข้าและแผลอออก     
    ให้รีบเปิดปากแผลให้กว้างๆ   แผลออกจะใหญ่กว่า      
4.  การทำแผลในสนาม   ข้อใดไม่ควรปฏิบัติ          
  ก.  สามารถใช้แรงกดจากมือเพื่อห้ามเลือดได้ ค.   สังเกตอาการขาดเลือดจากการผูกผ้าพันแผลแน่นเกินไป    
  ข.  ปิดแผลให้แน่นด้วยผ้าพันแผลมิดชิด  ง.   ให้ผูกปมผ้าผูกแผลไว้บนแผล จะได้เห็นชัดเจน    
    เพื่อป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม          
5.    หลักการกดหลอดเลือดส่วนปลาย ข้อใดไม่ถูกต้อง       1. เปิดทางดินหายใจ
    2. ป้องกันภาวะช็อค
    3. แต่งบาดแผลให้เรียบร้อย
    4. สอบถามชื่อ ที่อยู่ญาติคนป่วยเจ็บ
   
     
  ก.  เพื่อช่วยการชลอให้เลือดไหลช้าลง ค.   เพื่อลดการสูญเสียเลือดร่วมกับการ      
        ยกอวัยวะส่วนที่เป็นบาดแผลให้สูงขึ้น      
  ข.  เพื่อช่วยในการห้ามเลือดบริเวณส่วนแผล ง.    กดหลอดเลือดส่วนปลายจุดใดจุดหนึ่งก็ได้       
    ที่ห้ามเลือดหรือปิดแผลยาก   สามารถห้ามเลือดได้ทุกตำแหน่ง      
6.    ข้อใดถูกต้องตามหลักการ ทำแผล ห้ามเลือด           
  ก.  เมื่อเกิดบาดแผล   ให้รีบเรียกหาผู้ช่วยเหลือ ข.  บาดแผลในสภาพที่มีสารเคมีให้รีบเปิดแผลไว้    
  ค.  เมื่อพบวัตถุ /   สิ่งแปลกปลอมจากแผล ง.   เมื่อเกิดบาดแผลให้รีบประเมินสภาพแผล       
    ให้รีบดึงออกทันที   เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียเลือด      
7. ข้อใดคือวัตถุประสงค์ของการห้ามเลือด          
  ก.   ป้องกันภาวะช็อคจากการเสียเลือด ข.   ให้ผู้ป่วยเจ็บความรู้สึกตัวได้เร็วขึ้น      
  ค.     ป้องกันเสื้อผ้าสกปรก ง.  เพื่อให้อวัยวะส่วนใกล้เคียงทำงานได้ตามปกติ    
8. ข้อควรปฏิบัติในการใช้สายยางรัดห้ามเลือด           
  ก.  สามารถใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ข.  ใช้รัดห้ามเลือดเฉพาะที่ขาเท่านั้น      
  ค.  จำเป็นต้องทำเครื่องหมายให้ผู้ช่วยเหลืออื่นมองเห็น ง.   ใช้เชือกผูกรองเท้าเป็นสายยางรัดห้ามเลือดดีที่สุด     
9. ข้อใดไม่ใช่กลไกและสาเหตุการเกิดอาการช้อค           
  ก. หัวใจไม่สามารถสูบฉีดลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ ค.  การสูญเสียโลหิตจำนวนมาก      
  ข. หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ปริมาณเลือดไหลเวียนไม่พอ ง.   อาศัยอยู่ในที่คับแคบ   หลายคน      
10. สาเหตุของการเกิดอาการช้อค          
  ก.  แพ้อาหาร ยา แมลง   สารเคมี ค.  การสูญเสียน้ำ   หรือโลหิตจำนวนมาก      
  ข.  ภาวะการสูบเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่พอเพียง ง.  กินอาหารเค็มเกินไป      
11. ข้อใดไม่ใช่อาการและการแสดงอาการช้อค          
  ก.  ผิวหนังเย็น ซีด   มีเหงื่ออก ค.  ผู้ป่วยกระสับกระส่าย   มีอาการสับสน      
  ข.   ลักษณะชีพจร   เบาเร็ว  หายใจเร็ว ง.   คลุ้มคลั่ง  มีกลิ่นสุรา      
12. การดูแลผู้ป่วยช้อค ข้อใดไม่เหมาะสม          
  ก. จัดท่านอน วางขาสูงกว่าระดับอก ค. คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น ให้หลวม       
  ข.     รักษาสภาพร่างกายให้อบอุ่น  ง.  สามารถให้อาหารหรือเครื่องดื่มแก่ผู้ป่วยได้      
13.    การจัดท่าผู้ป่วยเพื่อป้องกันภาวะช้อคที่ไม่เหมาะสม          
  ก.  วางขาสูงกว่าระดับอก  เพื่อให้เลือดไหลเวียนสู่หัวใจได้ ค.  ในรายที่มีกระดุกหักให้เข้าเฝือกให้เรียบร้อยก่อน    
  ข.  ถ้าหมดสติ   ให้จับนอนตะแคง  ง.  ในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี   ให้รีบคลายเสื้อผ้าให้หลวม   
14. มาตรการในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยช้อค          
  ก.  รักษาอุณหภูมิในร่างกาย ค.  ประเมินอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง       
  ข.  สังเกตอาการหายใจ ง.     เก็บทรัพย์สินให้เรียบร้อย      
15. ข้อใดไม่ควรปฏิบัติกรณีมีบาดแผลส่วนจมูก          
  ก.   สามารถประคบร้อนได้ ค. ให้นอนศีรษะสูงได้      
2.     ข. สังเกตและประเมินการหายใจ ง.  สามารถประคบเย็นได้       
16. ข้อใดไม่ควรปฏิบัติกรณีมีบาดแผลที่ช่องท้อง          
1.           ห้ามทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายวัตถุแปลกปลอมออกจากช่องท้อง ก.  ห้ามทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายวัตถุแปลกปลอม ค.  ให้ผู้ป่วยเจ็บตั้งชันเข่า   เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อน    
    ออกจากช่องท้อง   และลดแรงกดดันของอวัยวะภายใน      
  ข. ห้ามให้อาหารหรือน้ำดื่มแก่ผู้ป่วยเจ็บ  ง.  ถ้าพบอวัยวะยื่นออกมา   ให้รีบนำกลับคืนสู่ช่องท้อง    
17. ข้อใดไม่ควรปฏิบัติในการดูแลผู้มีบาดแผลจากความร้อน          
  ก. อย่าให้แผลพุพองแตก ค. ถ้าผู้ป่วยรู้ตัวดี สามารถให้ดื่มน้ำได้      
  ข. สามารถใช้น้ำมัน หรือขี้ผึ้งทาแผลได้ ง.  ให้รีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากที่เกิดเหตุโดยไว    
  18.  ข้อใดไม่ควรปฏิบัติเมื่อเกิด   บาดแผลที่ตา            
  ก. ถ้ามีลูกตาทลักให้รีบปิดแผลด้วยผ้าปิดแผลชุบน้ำ   ค. บาดแผลจากความร้อนที่ตา   สามารถเช็ดทำความสะอาด    
    พันผ้าหลวมๆไว้   และแต่งแผลได้      
  ข. ห้ามใช้แรงกด เพราะจะเป็นอันตรายต่อตาได้ ง. บาดแผลจากสารเคมี   ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากๆ  
19.     ข้อใดไม่ใช่ลักษณะอาการสับสนของผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ            
  ก.   คลื่นใส้ อาเจียน  ค.  สับสน   พูดคุยไม่รู้เรื่อง      
3.      ข.  มีน้ำใสๆ หรือเลือด   ออกจาก ปาก จมูก หรือช่องหู ง.  มีกลิ่นสุรา  พูดจาวกวน      
20.     ข้อใดไม่ควรปฏิบัติเมื่อพบผู้ป่วยเจ็บที่มีบาดแผลที่คอ          
1.        ก.  ให้สงสัยว่าอาจมีกระดูกคอหัก ต้องยึดตรึงคอ ค.  ประเมินสภาวะการหายใจ      
    ก่อนขยับหรือเคลื่อนย้าย          
  ข.   ห้ามเลือดและปฐมพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะช็อค ง.     สามารถให้อาหารหรือเครื่องดื่มแก่ผู้ป่วยเจ็บได้เลย    
21.    พบผู้ป่วยหมดสติ    ข้อใดไม่ควรปฏิบัติ          
  ก.     ไม่สามารถให้อาหารหรือเครื่องดื่มได้  ค.     ประเมินภาวการณ์หายใจและการเสียโลหิต    
  ข.   ให้ผู้ป่วยนอนตแคงเพื่อให้ทางดินหายใจโล่ง ง.   รีบเคลื่อนย้ายทันทีเพื่อนำส่งโรงพยาบาล      
22.     การปิดตาผู้บาดเจ็บกรณีตาฉีกขาด ข้อใดไม่ควรปฏิบัติ          
  ก.  ปิดเฉพาะข้างที่มีบาดแผลเท่านั้น ค. ห้ามใช้แรงกด      
  ข. ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำปิดไว้ ง.  รีบนำส่งโรงพยาบาล      
23 . ชนิดของกระดูกหัก แบ่งออกเป็น          
  ก.   2 ชนิดได้แก่ ชนิดธรรมดา/ปิด  และ มีแผล/ เปิด ค.  2 ชนิดได้แก่   หักงอเข้า  หักงอออก      
  ข. 3 ชนิด ได้แก่ หัก บิด งอ  ง.   3 ชนิด ได้แก่ บวม เลือดออก เลือดคั่ง      
24 . ข้อใดไม่ใช่อาการและการแสดงของกระดูกหัก          
  ก.  มีการผิดรูปของอวัยวะที่บาดเจ็บ ค. อาการกดเจ็บ บวม ปวด   ในส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ    
  ข.  สามารถเคลื่อนไหวส่วนที่บาดเจ็บได้ ง. มีกระดูกแทงทะลุออกจากผิวหนัง      
25 . ข้อใดไม่ใช่จุดประสงค์ของการใส่เฝือก          
  ก.  ลดการถูกทำลายของเนื้อเยื่อ   กล้ามเนื้อเส้นประสาท ค. ลดการบาดเจ็บจากการเคลื่อนย้าย      
  ข. ลดภาวการณ์เจ็บปวด ง.  ให้อวัยวะนั้นทำงานได้ทันที      
26. การดูแลผู้ป่วยใส่เฝือกชั่วคราว ข้อใดไม่ถูกต้อง          
  ก. ประเมินสภาวะผู้ป่วย ค. ค้นหาบริเวณที่สงสัยว่ากระดูกหัก      
  ข.  เตรียมอุปกรณ์ใส่เฝือกให้เหมาะสม ง. รีบนำส่งผู้ป่วยกลับบ้าน      
27.    เมื่อพบการบาดเจ็บที่กระดูกขากรรไกรข้อใดไม่ถูกต้อง          
  ก.  ตรวจสอบทางเดินหายใจ ค. ถ้าพบสิ่งแปลกปลอมให้ล้วงออกจากปากผู้ป่วย    
  ข. ตกแต่งแผลให้เหมาะสม ง. แนะนำผู้ป่วยรีบกลับบ้าน       
28.    เมื่อพบผู้ป่วยเจ็บกระดูกคอหัก ข้อใดไม่ควรปฏิบัติ          
  ก. อย่าพยายามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทันที  ค. ตกแต่งบาดแผลเท่าที่ทำได้      
2.        ข. สังเกตการณ์หายใจ ง. สอบถามชื่อ ที่อยู่ผู้ติดต่อได้       
29.    ข้อใดไม่ควรปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยกระดูกหัก          
  ก.  อย่าพยายามดึงหรือจัดกระดูกที่หักโดยเด็ดขาด ค.  ถ้าพบมีแผลเปิดให้รีบแต่งแผลก่อน      
  ข. ผูกปมบนบาดแผลให้แน่น เพื่อห้ามเลือด  ง. ประเมินอาการผู้ป่วยก่อนทำการเคลื่อนย้าย       
30.    เมื่อพบผู้ป่วยกระดูกสันหลังหัก ข้อใดไม่ควรปฏิบัติ          
  ก. ประเมินสภาพการบาดเจ็บและการหายใจ ค.  ห้ามเคลื่อนย้ายหรือขยับตัวผู้ป่วยเจ็บโดยทันที     
  ข. ถ้านอนหงายให้ใช้ผ้าประคองตามความโค้งของกระดูก ง.  ถ้านอนคว่ำให้ขยับหรือสอดอุปกรณ์ใดๆเข้าใต้ผู้ป่วยได้    
31.    ข้อใดไม่ใช่ข้อพิจารณาถึงเหมาะสมกับการเคลื่อนย้ายโดยมือเปล่า          
  ก. น้ำหนักตัวของป่วย ค. ความแข็งแรงและอดทนของผู้ช่วยเหลือเคลื่อนย้าย    
  ข. ลักษณะของการบาดเจ็บ ง. อุปกรณ์เครื่องใช้ของผู้ป่วยเจ็บ      
32.    ข้อใดไม่ใช่ข้อพิจารณาในการช่วยเหลือและลำเลียงผู้ป่วย            
  ก. การวิเคราะห์หรือระบุงาน ค.  การประเมินขอบเขตของการช่วยเหลือ      
  ข.  การวางแผนการทำงาน ง. ตามคำสั่ง ความต้องการของผู้ป่วยเจ็บ      
33.     การวิเคราะห์หรือการระบุงานที่ควรคำนึง          
  ก. ลักษณะพิ้นที่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ค. จำนวนผู้ป่วย ลักษณะการบาดเจ็บ      
  ข. ความสามารถในการดูแลและการส่งต่อ ง. การติดต่อญาติหรือบุคคลรู้จัก      
34.      ข้อใดไม่ใช่ข้อพิจารณาการวางแผนช่วยเหลือและลำเลียงผู้ป่วยเจ็บ           
  ก. ความทนต่อความเจ็บปวดของผู้ป่วย ค. ลักษณะของสถานการณ์ / เหตุการณ์      
  ข. บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวก ง.  ตามการรับรู้ข่าวสารที่ส่งมา      
35. ข้อใดไม่ใช่การวางแผนการปฏิบัติงาน   ช่วยเหลือและลำเลียงผู้ป่วยเจ็บ          
  ก.  ประเมินลักษณะของการบาดเจ็บ ค. การตกแต่งบาดแผลเรียบร้อย เหมาะสม      
  ข. การยึดตรึงส่วนบาดเจ็บได้ถูกต้องเหมาะสม ง. การกระตุ้นผู้ป่วยเจ็บให้ขยับแขนขา      
36.  อุปกรณ์ใดเหมาะกับการทำเปลดัดแปลง          
  ก. ผ้าห่ม ผ้ากระโจมประจำกาย ค.  เสื้อ  กระสอบ    ผ้าพลาสติกขนาดใหญ่      
  ข. กิ่งไม้ขนาดใหญ่ เสาเต้นท์ ที่หาได้ตามภูมิประเทศ ง.  ถูกทุกข้อ        
37    ข้อใดไม่ใช่ข้อพิจารณาในการใช้เปลดัดแปลง           
  ก.  ระยะทางไกลเกินกว่าจะเคลื่อนย้ายด้วยมือเปล่า ค. ไม่ทำให้อาการผู้ป่วยแย่ลง      
  ข. สามารถดัดแปลงเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยและสุขสบาย ง.  เมื่อมีจำนวนผู้ช่วยเหลือมากกว่าคนไข้      
38.  ข้อใดไม่ถูกต้อง           
  ก. ท่าอุ้มหามคู่ เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระยะไกล ค. ท่าอุ้มประสานแคร่   เหมาะสำหรับผู้ป่วยรู้สึกตัวดี    
  ข. ท่าอุ้มเคียง เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยบาดเจ็บ ง. ท่าอุ้มประสานมือ  เหมาะสำหรับผู้ช่วยเหลือเพียงคนเดียว  
    ที่คอ หลัง ไหล่          
39.    ในสถานการณ์คับขัน ข้อพิจารณาใดที่ไม่เหมาะสม          
  ก.  สภาพร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเจ็บ ค. ลักษณะสถานการณ์ที่เกิดและสภาพสิ่งแวดล้อม    
  ข. ความพร้อมของผู้ช่วยเหลือและอุปกรณ์ที่จำเป็น ง.  ตามการร้องขอจากญาติผู้ป่วย       
40.    ข้อใดไม่ใช่การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยผู้ช่วยเหลือเพียงคนเดียว          
  ก.  ท่าอุ้มแบก ค. ท่าอุ้มพยุง      
  ข. ท่าอุ้มลากพยุง ง. ท่าอุ้มเคียง      

 

                                    วิชาพัฒนาสังคมและชุมชน    จำนวน ๑๐ ข้อ
   
๑. สถานการณ์ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน   มีสาเหตุมาจากปัญหาใด ?  
  ก. ปัญหาที่มีระดับความรุนแรงสูง   ค. ปัญหาที่มีระดับความรุนแรงต่ำ  
             
  ข. ปัญหาที่มีระดับความรุนแรงปานกลาง   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
๒. " ความสามัคคี "   เกิดขึ้นได้อย่างไร ?        
  ก. ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น   ค. เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมก่อนส่วนตัว
             
  ข. ร่วมมือกันทำกิจกรรมที่เป็นคุณประโยชน์   ง. ทั้งข้อ ก , ข   และข้อ ค กล่าวถูกต้อง
๓. ข้อใดกล่าวถึงที่มาของความสามัคคี   ได้ถูกต้อง ?        
  ก. กลุ่มบุคคล , ระบบ , ความหวังร่วมกันที่จะ   ค. ตัวบุคคล ,   ระบบ , สิ้นหวังร่วมกันที่จะ
    นำสังคมไปสู่อนาคต     นำสังคมไปสู่อนาคต  
  ข. ตัวบุคคล , ระบบ , ความหวังร่วมกันที่จะ   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
    นำสังคมไปสู่อนาคต        
๔. ข้อใดไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างความสามัคคี   ?        
  ก. การเจรจาหาข้อยุติ   ค. การใช้ความรุนแรง  
             
  ข. การจัดลำดับความสำคัญระหว่างส่วนรวม   ง. ความไม่เป็นธรรม  
    กับส่วนตัวคลาดเคลื่อน        
๕. การใช้สันติวิธีเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม   คือข้อใด ?      
  ก. เปิดการโต้วาทีในที่สาธารณะ   ค. การเจรจาหาข้อยุติ  
             
  ข. นำกลุ่มผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน   ง. ไม่มีข้อใดกล่าวถูก  
             
๖. ข้อใดไม่ใช่ความขัดแย้งมีอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ   ?  
  ก. ความขัดแย้งด้านการเศรษฐกิจ   ค. ความขัดแย้งด้านการทหาร  
             
  ข. ความขัดแย้งเมื่อชอบของสิ่งเดียวกัน   ง. ความขัดแย้งด้านการเมือง  
๗. ข้อใดเป๋นความหมายของคำว่า   " สันติวิธี " ?        
  ก. คนใดคนหนึ่งต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา ค. การพูดถึงวิธีการที่จะจัดการกับ  
          ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  
  ข. กลุ่มบุคคล หรือมวลชนต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่   ง. ข้อ ข. และ ข้อ ค. กล่าวถูกต้อง  
    ตนปรารถนาบางอย่าง        
๘. การยุติความขัดแย้งด้วยการเจรจา   ประการแรกที่คู่เจรจาทั้งสองฝ่ายควรจะนำมาพูดคุยกัน  
  เป็นอันดับแรกคืออะไร ?        
  ก. นำปัญหาข้อขัดข้อง หรือแนวความคิดของ   ค. ควรจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ไม่จำกัด  
    แต่ละฝ่ายมานำเสนอแก่กัน        
  ข. ควรจะนำปัญหาข้อขัดข้อง และ   ง. นำความต้องการของแต่ละฝ่ายมานำเสนอ
    ความต้องการมานำเสนอคราวเดียวหัน     ให้รับทราบร่วมกัน  
๙. ข้อใดเป็นความขัดแย้งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ   ?    
  ก. ความขัดแย้งด้านการเศรษฐกิจ   ค. ความขัดแย้งด้านการทหาร  
             
  ข. ความขัดแย้งด้านการเมือง   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข และ ข้อ ค.  
๑๐. การได้รับความไม่เป็นธรรมในสังคมอาจทำให้เกิดสิ่งใด   ?      
  ก. การต่อต้านด้วยวิธีการต่าง ๆ   ค. การแตกความสามัคคี  
             
  ข. การตอบโต้ และการใช้ความรุนแรง   ง. ถูกทั้งข้อ ก , ข และ ข้อ ค.  
             
             
             
Visitors: 250,578